ไทม์ไลน์และวิธีการดู Star Wars สำหรับมือใหม่หัดท่องอวกาศ ก่อนลุยภาคแยกใน Rogue One: A Star Wars Story

ไทม์ไลน์และวิธีการดู Star Wars  สำหรับมือใหม่หัดท่องอวกาศ
 ก่อนลุยภาคแยกใน Rogue One: A Star Wars Story 

 

 

Star Wars ถือเป็นหนังมหากาพย์ระดับจักรวาลที่ฉายบนจอภาพยนตร์ 2 ไตรภาค และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังอวกาศไซไฟ-แฟนตาซียุคบุกเบิกของแท้ หลังจากปีที่แล้ว Star Wars Episode VII: The Force Awakens หรือ อุบัติการณ์แห่งพลัง ได้ระเบิดปรากฎการณ์มหาสงครามอวกาศให้กับมารุ่งโรจน์อีกครั้งและในปีนี้ยังมีหนังภาคแยก rogue one star wars story ที่กำลังจะเข้าฉายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ด้วย 

วันนี้เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ขอแนะนำวิธีการดูหนังเรื่อง Star Wars ให้ได้อรรถรส รวมถึงไทม์ไลน์ของการฉายหนังที่ค่อนข้างแตกต่างจากหนังมหากาพย์เรื่องอื่นๆ เพราะหนังฉายเรียงกันโดยเริ่มจากภาค 4 5 6 (เรียกว่าไตรภาคเดิม) ซึ่งเป็นช่วงยุทธการยาวิน (สงครามการปะทะกันระหว่าง จักรวรรดิกาแลกติกและกองกำลังกบฏ )หลังจากจบ3 ภาคนี้ได้มีการฉายภาค 1 2 3 (เรียกว่าไตรภาคต้น)เป็นเรื่องราวก่อนเกิดยุทธการยาวินและชนวน รวมถึงจุดกำเนิดของตัวละครต่างๆ ซึ่งการดู สตาร์วอร์ส ย้อนหลังสามาถ ดูได้ 2 แบบ

 

แบบที่ 1 :: ดูแบบตามไทม์ไลน์อิงจากยุทธการยาวิน

เอพพิโซด I: ภัยซ่อนเร้น >> เอพพิโซด II: กองทัพโคลนส์จู่โจม >> เอพพิโซด III: ซิธชำระแค้น >[rogue one star wars story คั่นกลาง]> เอพพิโซด IV: ความหวังใหม่ >> เอพพิโซด V: จักรวรรดิเอมไพร์โต้กลับ >> เอพพิโซด VI: การกลับมาของเจได >>  Star Wars Episode VII: The Force Awakens 

ข้อดีของการดูเรียงตามไทม์ไลน์นี้จะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ง่ายยิ่งขึ้นและรู้สึกได้เดินทางไปกับทุกตัวละคร สามารถเชื่อมโญงความเป็นมาของเหตุการณ์ได้โดยไม่งง แต่การดูแบบนี้ก็มีข้อเสียตรงที่ ด้วยความที่เราดูแบบนี้ซึ่งเป็นการสวนทางกับไทม์ไลน์การฉาย จะทำให้ภาพของหนังในไตรภาคต้นดูทันสมัยในด้านเทคนิคมากกว่าหนังในไตรภาคเดิม เพราะเทคโนโลยีการถ่ายทำต่างกันมาก ที่สำคัญคือการดูแบบเรียงตามไทม์ไลน์จะทำให้เราไม่รู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับเนื้อเรื่องเพราะมันจะถูกเฉลยไปเลยตั้งแต่แรก เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างดาร์ธ เวเดอร์ กับ ลุค สกายวอล์คเกอร์, ความสัมพันธ์ของโอบีวัน กับดาร์ธ เวเดอร์ จุดกำเนิดของดาร์ธเวเดอร์ ทำให้คนที่ดูแบบนี้รู้สึกเหมือนเปิดอ่านหนังสือเพื่อสัมผัสเรื่องราวและติดตามไปเรื่อยๆเท่านั้น 

แบบที่ 2 :: ดูตามไทม์ไลน์การฉาย

เริ่มที่ เอพพิโซด IV: ความหวังใหม่ >> เอพพิโซด V: จักรวรรดิเอมไพร์โต้กลับ >> เอพพิโซด VI: การกลับมาของเจได>> เอพพิโซด I: ภัยซ่อนเร้น >> เอพพิโซด II: กองทัพโคลนส์จู่โจม >> เอพพิโซด III: ซิธชำระแค้น >>  Star Wars Episode VII: The Force Awakens >> rogue one star wars story

 ข้อดีของการดูแบบนี้คุณจะได้ตื่นเต้นไปกับความสัมพันธ์ของตัวละครที่ได้รู้พร้อมกัน แถมจะดูสนุกกว่าด้วยเพราะไม่รู้สึกโดนสปอยล์มาก่อน รวมถึงจะได้เห็นพัฒนาการของ CGI และ เทคนิคการถ่ายทำที่ค่อยเริ่มจากแบบล้าสมัยไปจนถึงอลังการในยุคสมัยนั้น แต่ข้อเสียสำหรับการดูแบบนี้คือ ทำให้บางอย่างเรายัง งง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันจะกระตุ้นให้เราอยากดูภาคต่อๆไปเพื่อหาคำตอบของเหตุการณ์นั้น นอกจากนี้มันยังไม่ต่อเนื่อง กับการสานต่อภาคใหม่ อุบัติการณ์แห่งพลัง พราะว่าภาค7 มันต่อจาก เอพพิโซด 6 และเป็นช่วงเวลากว่า 40 ปี หลังยุทธการยาวิน

 

rogue one star wars story 

ภาคขยายของแฟรนไชส์สงครามอวกาศตัวแรก กับ Star Wars Rouge Oneโดยเนื้อหาอยู่ในช่วงหลังจากEpisode : Revenge Of The Sith กล่าวถึงกลุ่มนักรบที่วางแผนขโมยแผนผังของดาวมรณะ กำกับโดย แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ด โดยในภาคขยายนี้จะไม่มีเจไดปรากฏ และเน้นการต่อสู้ในรูปแบบสงครามอย่างแท้จริง นอกจากนั้นถือว่าเป็นภาคขยายแรกที่เปิดตัวนักแสดงเอเชียอย่าง ดอนนี่ เยน มารับบทในภาพยนตร์เรื่องนี้อีกด้วย สำหรับจุดเด่นที่เราเลือกภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องชมใน IMAX ก็เพราะว่าถูกถ่ายทำด้วยกล้อง ARRI ALEXA 65 ซึ่งเป็นกล้องที่ใช้เป็นต้นแบบของกล้อง IMAX รุ่นใหม่ที่ใช้ถ่ายทำ Captain America: Civil War นั้นเอง

ที่สำคัญ Star wars เป็นหนังอวกาศนะครับอย่างที่บอกว่าหนังอวกาศเหมาะจะดูใน IMAX อย่างยิ่ง แม้ว่าจะแอบเสียที่ภาคนี้ไม่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ก็เถอะอย่างน้อยเราก็ยังได้ชมแบบคมชัด 6.5 K แล้วกัน จะมีครั้งไหนที่สงคราวอวกาศจะสมจริงกว่าบนจอ IMAX ไม่มีครับบอกเลย ตื่นตาตื่นหูแน่ๆ ห้ามพลาด

 

Social Fanpage

Tweet Reviews

Instagram